ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลไทยกำลังไปทางไหน
หนี้ครัวเรือนของไทยยังสูงเกิน 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และยอดคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับทั้งระบบอยู่ในระดับเกือบห้าแสนล้านบาท กระจายอยู่ในเกือบ 19 ล้านบัญชี ตัวเลขนี้บอกอะไรได้ชัดเจนอย่างหนึ่ง คือสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มเล็กอีกแล้ว แต่เป็นเครื่องมือทางการเงินที่คนทำงานประจำ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และ freelancer ใช้กันจริงในชีวิตประจำวัน
ผู้ให้บริการในตลาดมีหลายชั้น ตั้งแต่ธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ค้ำประกัน ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินอย่างนาโนไฟแนนซ์และพิโกไฟแนนซ์ ไปจนถึงผู้ให้บริการดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ละชั้นมีเพดานดอกเบี้ยต่างกัน ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพดานสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไปไว้ไม่เกิน 28% ต่อปี นาโนไฟแนนซ์ไม่เกิน 33% ต่อปี และพิโกไฟแนนซ์ไม่เกิน 36% ต่อปี จึงเห็นได้ว่าดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ได้ลอยตัวตามใจผู้ปล่อยกู้ แต่มีกรอบที่ตรวจสอบได้
ปัญหาที่เจอซ้ำ ๆ มีอยู่สามแบบ แบบแรกคือดูแค่ยอดผ่อนต่อเดือนโดยไม่ดูต้นทุนรวม ผู้กู้จำนวนไม่น้อยเลือกระยะเวลาผ่อนยาวขึ้นเพื่อให้ยอดรายเดือนดูเบา แต่พอรวมดอกเบี้ยตลอดสัญญากลับจ่ายมากกว่าวงเงินที่ได้ไปหลายเท่า แบบที่สองคือกู้ก้อนใหม่ไปปิดหนี้เดิมโดยไม่ได้แก้พฤติกรรมใช้จ่าย ผลคือหนี้รวมมากขึ้น แบบที่สามคือยื่นกู้ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าประวัติเครดิตตัวเองเป็นอย่างไร ซึ่งทำให้ถูกปฏิเสธหรือได้วงเงินต่ำกว่าที่ควร
เรื่องนี้เห็นชัดในพื้นที่นอกเมืองใหญ่ด้วย ผู้กู้ที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมออย่างพ่อค้าในตลาดเชียงใหม่หรือพนักงานโรงงานในนิคมแถวขอนแก่น มักเข้าไม่ถึงสินเชื่อของธนาคารเพราะไม่มีสลิปเงินเดือน จึงหันไปหานาโนไฟแนนซ์ซึ่งอนุมัติง่ายกว่า แต่ต้นทุนต่อเดือนก็สูงกว่าตามไปด้วย
ผลิตภัณฑ์แต่ละแบบต่างกันตรงไหน
การเทียบข้อเสนอควรเทียบที่อัตราดอกเบี้ยต่อปีแบบEffective Rate หรือ APR ไม่ใช่ตัวเลขผ่อนต่อเดือน และควรถามให้ชัดว่ามีค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าประกัน หรือค่าปิดบัญชีก่อนกำหนดหรือไม่ ตารางต่อไปนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมเร็วขึ้น
| ประเภทสินเชื่อ | วงเงินที่พบได้ทั่วไป | อัตราดอกเบี้ยต่อปี | หลักประกันหรือผู้ค้ำ | เหมาะกับใคร | จุดที่ต้องระวัง |
|---|
| สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคาร | หลายหมื่นถึงหลักล้านบาท ตามรายได้และเครดิต | ประมาณ 15%–28% | ส่วนใหญ่ไม่ใช้หลักประกัน บางกรณีมีผู้ค้ำ | พนักงานประจำที่ มีสลิปเงินเดือนและประวัติเครดิตดี | อนุมัติช้า เอกสารเยอะ และวงเงินคิดจากรายได้เป็นหลัก |
| สินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์ (ผู้ให้บริการดิจิทัลภายใต้การกำกับ) | หลักพันถึงหลักแสน | ประมาณ 21%–33% แล้วแต่ผลิตภัณฑ์ | ไม่ใช้หลักประกัน | คนที่ต้องการความเร็วและสมัครผ่านมือถือได้ | วงเงินเล็ก ดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงกว่าธนาคาร |
| นาโนไฟแนนซ์ | หลักพันถึงหลักแสน | ไม่เกิน 33% | ไม่ใช้หลักประกัน | ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่ไม่มีสลิปเงินเดือน | วงเงินจำกัด และต้องมีข้อมูลรายได้ในพื้นที่ชัดเจน |
| พิโกไฟแนนซ์ | วงเงินขนาดเล็กในระดับชุมชน | ไม่เกิน 36% | ไม่ใช้หลักประกัน | คนในชุมชนที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคาร | ต้นทุนสูง เหมาะกับความจำเป็นระยะสั้นจริง ๆ |
| สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน | หลักหมื่นถึงหลักแสน | ไม่เกิน 28% | ใช้ทะเบียนรถเป็นหลักประกัน | คนที่มีรถแต่รายได้ไม่พอสำหรับสินเชื่อไม่ค้ำประกัน | เสี่ยงถูกยึดรถหากขาดผ่อน และมีค่าธรรมเนียมโอนเล่ม |
การอ่านตารางนี้ให้เป็นเรื่องง่ายคือ เริ่มจากถามตัวเองว่ามีอะไรเป็นหลักฐานรายได้ที่ชัดเจนไหม ถ้ามีสลิปเงินเดือนหรือ statement ที่เดินบัญชีสม่ำเสมอ สินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคาร คือทางที่ต้นทุนต่ำที่สุด แต่ถ้าเป็นฟรีแลนซ์หรือค้าขาย ควรยื่นกับผู้ให้บริการที่ยอมรับรายได้ทางอื่นและพร้อมดู statement ย้อนหลังหลายเดือน
กรณีที่พบได้บ่อยคือผู้กู้ที่มีหนี้บัตรเครดิตสองสามใบและผ่อนรถอยู่หนึ่งคัน เขาต้องการสินเชื่อรวมหนี้เพื่อให้จ่ายเป็นก้อนเดียว การรวมหนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่ออัตราดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเดิมจริง และเมื่อปิดบัตรที่ไม่ใช้แล้วหรือลดวงเงินลงด้วย ไม่ใช่รวมเสร็จแล้วกลับไปรูดบัตรเพิ่มจนยอดใหม่บวกยอดเก่า กลายเป็นหนี้สองชั้น
อีกเรื่องที่คนกู้มักประเมินพลาดคือสัดส่วนภาระผ่อนต่อรายได้ หลักปฏิบัติทั่วไปคือภาระหนี้รวมต่อเดือนไม่ควรเกิน 30%–40% ของรายได้สุทธิ ถ้าเงินเดือน 25,000 บาท แต่ต้องผ่อนบ้านและรถอยู่แล้ว การเพิ่มค่างวดอีกก้อนอาจทำให้ไม่เหลือเงินสำรองฉุกเฉินเลย
ก่อนเซ็นสัญญา ควรเตรียมตัวอย่างไร
เริ่มจากรวมยอดหนี้ทุกก้อนให้ครบ ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลเดิม และสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน จากนั้นคำนวณว่าคุณจ่ายคืนได้เดือนละเท่าไรโดยยังเหลือเงินเก็บ
ขั้นต่อมาคือตรวจประวัติเครดิตของตัวเองกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือตรวจผ่านแอปของสถาบันการเงินที่ให้บริการ ถ้ามีประวัติค้างชำระ ควรเคลียร์ก่อนยื่น เพราะสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ค้ำประกันนั้นพิจารณาจากประวัติการชำระเป็นหลัก
จากนั้นเทียบข้อเสนออย่างน้อยสองถึงสามแห่ง โดยขอให้เขียนอัตราดอกเบี้ยแบบต่อปี จำนวนงวด และค่าธรรมเนียมทั้งหมดออกมาเป็นตัวเลขเดียวกัน จะได้เทียบกันได้จริง ไม่ใช่เทียบจากโฆษณาที่เน้นยอดผ่อนต่ำ
เตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้น ทั้งสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือนหรือ statement ย้อนหลัง และหนังสือรับรองเงินเดือนหากมี ผู้กู้ที่เป็นเจ้าของกิจการควรเตรียมรายการเดินบัญชีและหลักฐานรายได้อื่นเพิ่ม เพราะสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับพนักงานประจำกับผู้ประกอบอาชีพอิสระใช้เกณฑ์พิจารณาต่างกัน
ข้อสุดท้ายและสำคัญที่สุดคืออ่านสัญญาให้ถึงส่วนค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมการปิดบัญชีก่อนกำหนด เพราะหลายคนวางแผนจะรีไฟแนนซ์เมื่อดอกเบี้ยลดลง แต่กลับเจอค่าปรับที่ทำให้การ refinance ไม่คุ้ม
เรื่องความปลอดภัยก็ต้องพูดถึง ผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้การกำกับจะไม่เรียกเก็บเงินค่าดำเนินการก่อนอนุมัติ และไม่ขอรหัส OTP ผ่านแชต ถ้าเจอข้อเสนอที่ให้โอนเงินก่อนจึงจะได้วงเงิน ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพไว้ก่อน หากมีข้อสงสัยเรื่องสัญญาหรือถูกเรียกเก็บเกินจริงสามารถปรึกษาศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือร้องเรียนผ่านหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคในพื้นที่ได้
สรุปแบบที่ใช้ได้จริง
สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเงินตึงตัวได้ ถ้าเลือกให้ตรงกับลักษณะรายได้ของตัวเอง และคำนวณต้นทุนรวมตลอดสัญญาก่อนเซ็น ไม่ใช่ดูแค่ยอดผ่อนรายเดือน คนที่ได้ผลลัพธ์ดีมักทำสองอย่างเหมือนกัน คือเช็กเครดิตของตัวเองก่อนยื่น และเทียบข้อเสนอมากกว่าหนึ่งแห่งก่อนตัดสินใจ ลองเริ่มจากวันนี้ด้วยการเปิด statement ดูรายได้และภาระจริงของเดือนที่ผ่านมา แล้วค่อยเดินเข้าไปคุยกับผู้ให้บริการสองรายขึ้นไป คำตอบที่ว่าคุณกู้ได้เท่าไรในราคาที่รับได้ จะชัดขึ้นมากเมื่อมีตัวเลขของตัวเองอยู่ในมือ