ภาพรวมตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในไทย
ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 13.67 ล้านล้านบาท หลังจากมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่เริ่มก่อหนี้เร็วขึ้นผ่านสินเชื่ออุปโภคบริโภคและบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ซึ่งต่างจากอดีตที่หนี้มักเริ่มต้นในช่วงอายุ 20 ปลายๆ
สถาบันการเงินในไทยแบ่งผู้ให้กู้ออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น กรุงไทย กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ ซึ่งมีเกณฑ์การอนุมัติค่อนข้างเข้มงวด แต่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ กลุ่มที่สองคือบริษัทสินเชื่อนอกธนาคาร (น็อนแบงก์) และผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลที่อนุมัติไว ใช้เอกสารน้อย แต่ต้นทุนโดยรวมอาจสูงกว่า
ปัญหาที่พบบ่อยในหมู่ผู้กู้มีสามข้อใหญ่ๆ คือ หนึ่ง การไม่เข้าใจโครงสร้างดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกกับแบบคงที่ สอง การกู้หลายเจ้าในเวลาเดียวกันจนสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงเกินไป และสาม การไม่ตรวจสอบประวัติเครดิตบูโรก่อนยื่นกู้ ส่งผลให้ถูกปฏิเสธโดยไม่รู้สาเหตุ
เปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคลยอดนิยม
| ประเภทสินเชื่อ | วงเงินโดยประมาณ | อัตราดอกเบี้ยต่อปี | เหมาะกับใคร | จุดเด่น | ข้อควรพิจารณา |
|---|
| สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคารใหญ่ | หลายเท่าของรายได้ต่อเดือน | เริ่มต้นประมาณ 10-25% | พนักงานเงินเดือนประจำ | ดอกเบี้ยแข่งขันได้ วงเงินสูง | เอกสารค่อนข้างมาก ใช้เวลาพิจารณาหลายวัน |
| สินเชื่อดิจิทัลจากน็อนแบงก์ | สูงสุดประมาณ 5 เท่าของรายได้ | ประมาณ 13.99-25% | คนที่ต้องการเงินเร็ว | อนุมัติไว สมัครผ่านแอปได้ | ดอกเบี้ยสูงสุดค่อนข้างสูง |
| สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ | หลักหมื่นบาท | สูงกว่า 25% ตามที่ ธปท. กำหนด | ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า | อนุมัติง่าย เข้าถึงกลุ่มไร้เครดิต | วงเงินน้อย ดอกเบี้ยสูง |
| บัตรกดเงินสด | หลายเท่าของรายได้ | ประมาณ 18-28% | ผู้ที่ต้องการวงเงินหมุนเวียน | ใช้เมื่อไรค่อยเสียดอกเบี้ย | วินัยการเงินสำคัญมาก เพราะอาจกลายเป็นหนี้ถาวร |
| ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงภาพกว้าง อัตราดอกเบี้ยจริงขึ้นอยู่กับประวัติเครดิต ระยะเวลาประกอบอาชีพ และนโยบายของแต่ละสถาบัน ตัวอย่างเช่น สินเชื่อดิจิทัลของแบงก์ต่างชาติรายหนึ่งให้วงเงิน 20,000-2,000,000 บาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 13.99% ต่อปี ผ่อนได้ตั้งแต่ 12 ถึง 72 เดือน โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการจัดการ ขณะที่อีกเจ้าหนึ่งให้วงเงินสูงสุด 20,000 บาท สำหรับสินเชื่อดิจิทัลรายย่อย ผ่อนชำระสูงสุดเพียง 5 เดือน | | | | | |
วิธีเลือกสินเชื่อให้เหมาะกับสถานะการเงิน
ก่อนยื่นกู้ ให้ประเมินความจำเป็นอย่างจริงจัง ว่านี่คือค่าใช้จ่ายที่เลี่ยงไม่ได้จริงหรือไม่ ถ้าตอบว่าใช่ ให้เริ่มจากขั้นตอนเหล่านี้
ตรวจสอบประวัติเครดิตบูโรก่อน ปัจจุบันคนไทยสามารถขอตรวจประวัติเครดิตของตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ได้แล้ว การรู้สถานะเครดิตล่วงหน้าช่วยให้ประเมินโอกาสอนุมัติ และช่วยให้ต่อรองดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินได้ดีขึ้น หากพบข้อมูลผิดพลาดสามารถแก้ไขได้ก่อนยื่นกู้
คำนวณภาระผ่อนชำระให้สอดคล้องกับรายได้ หลักการทั่วไปคือค่างวดรวมทั้งหมดไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้ต่อเดือน สมมติว่าเงินเดือน 30,000 บาท ค่างวดบ้าน บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลรวมกันไม่ควรเกิน 9,000-12,000 บาท หากตัวเลขเกินกว่านั้น การกู้เพิ่มอาจส่งผลให้สภาพคล่องย่ำแย่ลง
เปรียบเทียบดอกเบี้ยแบบ Effective Rate ไม่ใช่ดอกเบี้ยหน้าต่าง สถาบันการเงินหลายแห่งโฆษณาอัตราดอกเบี้ยโปรโมชัน 0% ในช่วงแรก แต่ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญาอาจสูงกว่านั้นมาก ลองใช้เครื่องคำนวณสินเชื่อออนไลน์ของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเว็บไซต์เปรียบเทียบทางการเงินเพื่อดูยอดผ่อนรายเดือนที่แท้จริง
กรณีตัวอย่างของ "หนึ่ง" พนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ อายุ 29 ปี เคยประสบปัญหาหนี้บัตรเครดิตหมุนไม่ทัน เธอเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลแบบผ่อนชำระรายเดือนเพื่อรวมหนี้เป็นก้อนเดียว ดอกเบี้ยที่จ่ายจริงต่ำกว่าบัตรเครดิต และมีกำหนดจบหนี้ชัดเจน ภายในสองปีครึ่งเธอปิดหนี้ได้ทั้งหมดและเริ่มเก็บออมได้อย่างจริงจัง
ข้อควรระวังและกลโกงที่ต้องรู้ทัน
ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในไทยมีผู้ให้บริการทั้งถูกกฎหมายและแอบแฝง กลุ่มหลังมักโฆษณา "อนุมัติไว ไม่เช็คเครดิต" หรือ "กู้ได้แม้ติดแบล็กลิสต์" ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณอันตราย ผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยต้องแสดงข้อมูลอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอย่างชัดเจนตามเกณฑ์ที่กำหนด
นอกจากนี้ ระวังการถูกหลอกให้โอนเงินค่าดำเนินการก่อนได้รับวงเงิน เพราะสถาบันการเงินที่ถูกกฎหมายจะหักค่าธรรมเนียมจากวงเงินอนุมัติ ไม่ใช่ให้ผู้กู้โอนเงินล่วงหน้า หากพบพฤติกรรมที่น่าสงสัย สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตได้จากเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย
แนวทางกู้ยืมอย่างรับผิดชอบ
การกู้เงินไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากเป็นการยืมเพื่อสร้างโอกาส เช่น ลงทุนในอาชีพ ซ่อมแซมบ้าน หรือจัดการภาระฉุกเฉินทางการแพทย์ แต่การกู้เพื่อบริโภคเกินตัวเป็นหนทางสู่ปัญหาเรื้อรัง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคลแนะนำให้ถามตัวเองสามข้อก่อนกู้ทุกครั้ง กู้ไปทำอะไร คำตอบชัดเจนหรือไม่ กู้แล้วผ่อนไหวจริงหรือไม่เมื่อรวมกับภาระเดิม และมีทางเลือกอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่าหรือไม่ เช่น การขอสินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือการปรึกษาโครงการคลินิกหนี้ของภาครัฐ
สำหรับคนที่เริ่มวางแผนการเงิน ควรตั้งเป้าสร้างเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อลดการพึ่งพาสินเชื่อเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน และหมั่นตรวจสอบสถานะเครดิตของตัวเองปีละครั้ง เส้นทางการเงินที่มั่นคงไม่ได้เริ่มจากการกู้เป็น แต่เริ่มจากการรู้จักค่าใช้จ่ายของตัวเองก่อนเสมอ