ภาพรวมสินเชื่อส่วนบุคคลในไทย และจุดที่คนมักพลาด
ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลไทยไม่ได้มีแค่ธนาคารพาณิชย์อีกต่อไป ตอนนี้มีทั้งบริษัทลูกของธนาคารที่ปล่อยผ่านแอป สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร สหกรณ์ออมทรัพย์ และผู้ให้บริการดิจิทัลที่โอนเงินเข้าบัญชีได้ในไม่กี่นาที ทางเลือกเยอะขึ้นจริง แต่ความยุ่งยากก็ย้ายมาอยู่ที่ขั้นตอนเปรียบเทียบแทน
ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดคือการดูแค่ "ยอดผ่อนต่อเดือน" สองข้อเสนอที่ผ่อนเดือนละเท่ากันอาจต่างกันเป็นแสนบาทเมื่อคิดถึงดอกเบี้ยรวม เพราะระยะเวลาผ่อนและวิธีคิดดอกเบี้ยไม่เหมือนกัน อีกจุดที่คนมักสับสนคือความต่างระหว่าง สินเชื่อส่วนบุคคลไม่ใช้หลักประกัน กับสินเชื่อที่มีทรัพย์ค้ำ ประเภทแรกอนุมัติจากรายได้และประวัติเครดิต ประเภทหลังได้วงเงินสูงกว่าและดอกเบี้ยต่ำกว่า แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงเรื่องทรัพย์สิน
คนทำงานประจำในกรุงเทพฯ ที่รายได้ราวสองหมื่นกว่าบาทมักเจอทางเลือกแคบ เพราะภาระหนี้เดิม เช่น ค่างวดรถและบัตรเครดิต กินสัดส่วนรายได้ไปแล้วไม่น้อย นี่คือเหตุผลที่หลายคนหันไปกู้สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อปิดหนี้บัตร ซึ่งช่วยได้จริงถ้าดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าและไม่กลับไปก่อหนี้บัตรเพิ่ม แต่มักจบไม่สวยถ้าใช้วงเงินที่ได้ไปต่อเติมการใช้จ่าย
อีกเรื่องที่ต้องพูดตรง ๆ คือโฆษณาที่บอกว่า "ดอกเบี้ยเริ่มต้นถูกที่สุด" ตัวเลขนั้นมักสงวนไว้ให้ลูกค้าที่เครดิตดีมากเท่านั้น ผู้กู้ส่วนใหญ่จะได้รับอัตราที่สูงกว่านั้นตามระดับความเสี่ยงของตัวเอง ก่อนเซ็นสัญญาควรขอดูอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงซึ่งระบุในสัญญา ไม่ใช่ตัวเลขบนป้ายโฆษณา
เลือกสินเชื่อให้ตรงกับสิ่งที่ต้องใช้
ถ้าต้องการเงินก้อนและรู้กำหนดคืนชัดเจน สินเชื่อแบบผ่อนชำระคือคำตอบที่ตรงที่สุด ดอกเบี้ยคิดแบบลดต้นลดดอก ยิ่งโปะเพิ่มเท่าไร ดอกเบี้ยก็ลดลงตามเงินต้นที่เหลือ ข้อควรระวังอยู่ที่การเลือกระยะเวลาผ่อน ยืดระยะเวลาให้ยาวขึ้นทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนเบาลง แต่ดอกเบี้ยรวมจะสูงขึ้นมาก ควรเลือกให้สั้นที่สุดเท่าที่กระแสเงินสดรับได้
ถ้าต้องการวงเงินเผื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน รูปแบบบัตรกดเงินสดหรือวงเงินหมุนเวียนตอบโจทย์กว่า เพราะจ่ายดอกเบี้ยเฉพาะเงินที่ดึงออกมาใช้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบัตรสินเชื่อซึ่งกำหนดวงเงินไว้ไม่เกินสามเท่าของรายได้ต่อเดือน และไม่เกินห้าแสนบาท คิดดอกเบี้ยปกติสูงสุดไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี ระยะผ่อนขั้นต่ำสี่เดือนและสูงสุดสามสิบหกเดือน ข้อดีคือยืดหยุ่น ข้อเสียคือถ้าจ่ายแค่ยอดขั้นต่ำ หนี้จะยาวออกไปโดยไม่รู้ตัว
ถ้ามีทรัพย์สินแต่รายได้ไม่พอ สินเชื่อที่มีหลักประกันอาจเป็นทางเดียวที่ได้วงเงินตามต้องการ ดอกเบี้ยต่ำกว่ากลุ่มไม่มีหลักประกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ต้องยอมรับความจริงว่าถ้าผ่อนไม่ไหว ทรัพย์นั้นอาจหลุดมือ ทางเลือกนี้เหมาะกับคนที่มีรายได้มั่นคงและมีแผนคืนเงินชัดเจน
ถ้าเป็นสมาชิกสหกรณ์หรือหน่วยงานรัฐ อย่ามองข้ามสิทธิของตัวเอง สินเชื่อสวัสดิการในสหกรณ์ออมทรัพย์มักมีดอกเบี้ยต่ำและหักเงินเดือนอัตโนมัติ ลองสอบถามฝ่ายสหกรณ์ที่ทำงานก่อนเดินเข้าเคาน์เตอร์ธนาคาร เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ตลอดสัญญาเพิ่มขึ้นเป็นเงินก้อนใหญ่ได้
ตารางเปรียบเทียบประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล
| ประเภท | ช่องทางที่พบบ่อย | ระดับดอกเบี้ย | วงเงินและระยะผ่อน | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
|---|
| สินเชื่อส่วนบุคคลไม่ใช้หลักประกัน | ธนาคารพาณิชย์ บริษัทลูกของธนาคาร | ปานกลางถึงสูง ขึ้นกับเครดิต | พิจารณาจากรายได้ต่อเดือน ผ่อนได้หลายปี | ได้เงินก้อนชัดเจน คุมงบรายเดือนง่าย | ต้องมีรายได้ประจำและประวัติเครดิตดีพอ |
| บัตรกดเงินสดและวงเงินหมุนเวียน | บัตรสินเชื่อในแอปธนาคาร | คิดรายวัน สูงสุดไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี | ไม่เกินสามเท่าของรายได้ และไม่เกินห้าแสนบาท ผ่อนขั้นต่ำสี่ถึงสามสิบหกเดือน | ยืดหยุ่น จ่ายดอกเบี้ยเฉพาะที่ใช้จริง | จ่ายขั้นต่ำเรื่อย ๆ ทำให้หนี้ยืดและดอกเบี้ยบาน |
| สินเชื่อที่มีหลักประกัน | ธนาคาร สถาบันการเงิน | ต่ำกว่ากลุ่มไม่มีหลักประกัน | สูงกว่า ตามมูลค่าทรัพย์ที่ใช้ค้ำ | ดอกเบี้ยถูกกว่า ได้วงเงินใหญ่ | ผิดนัดแล้วเสี่ยงถูกบังคับค้ำประกัน |
| สินเชื่อสวัสดิการและสหกรณ์ | สหกรณ์ออมทรัพย์ ธนาคารของรัฐ | ต่ำ | จำกัดตามสิทธิของสมาชิก | ภาระดอกเบี้ยน้อย หักเงินเดือนอัตโนมัติ | ต้องเป็นสมาชิกและมีเงินสะสมตามเงื่อนไข |
| สินเชื่อนอกระบบ | ผู้ให้กู้รายบุคคล แอปเถื่อน | ไม่มีเพดานชัดเจน มักคิดรายวัน | ไม่มีความชัดเจนในสัญญา | อนุมัติเร็วมาก | ผิดกฎหมาย เสี่ยงถูกทวงหนี้ข่มขู่และยึดเอกสาร |
ก่อนเซ็นสัญญา ควรทำสี่ขั้นตอนนี้
ขั้นแรก ขอเอกสารที่ระบุอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าปรับอย่างครบถ้วน แล้วนำตัวเลขเหล่านั้นมาเทียบกันในรูปแบบอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ไม่ใช่เทียบแค่ยอดผ่อน วิธีนี้ทำให้เห็นต้นทุนจริงตลอดสัญญา โดยเฉพาะเมื่อผู้ให้บริการบางรายมีค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินที่ไม่ได้อยู่ในโฆษณา
ขั้นที่สอง ตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตัวเองก่อนยื่นกู้ หลายคนไม่รู้ว่ามีรายการค้างชำระเล็ก ๆ ที่ส่งผลต่อการพิจารณา ข้อมูลในฐานข้อมูลเครดิตเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ใช้ตัดสินใจ จึงควรรู้สถานะของตัวเองก่อน เพื่อจะได้เลือกยื่นกับผู้ให้บริการที่เกณฑ์ไม่เกินความเป็นจริง
ขั้นที่สาม คำนวณภาระผ่อนรวมเทียบกับรายได้ หลักปฏิบัติทั่วไปคือภาระหนี้รวมทุกก้อนไม่ควรเกินประมาณหนึ่งในสามถึงร้อยละ 40 ของรายได้สุทธิต่อเดือน ถ้าคำนวณแล้วเกิน ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือลดวงเงินกู้หรือยืดเวลาผ่อน ไม่ใช่กู้เพิ่มเพื่อปิดช่องว่าง
ขั้นที่สี่ อ่านเงื่อนไขการปิดบัญชีก่อนกำหนดให้ละเอียด ค่าปรับกรณีโปะหมดก่อนเวลามีผลต่อแผนการเงินในอนาคตจริง ๆ ถ้าคิดว่าจะมีเงินก้อนมาปิดหนี้ ควรเลือกผู้ให้บริการที่ไม่คิดค่าปรับส่วนนี้
สำหรับคนที่กำลังมีปัญหาผ่อนไม่ไหวหรือถูกทวงหนี้ผิดวิธี หน่วยงานกำกับดูแลการเงินของไทยมีช่องทางให้คำปรึกษาและโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ลงทะเบียนได้ตามเงื่อนไขในแต่ละช่วง การโทรไปถามก่อนปล่อยให้ปัญหาลุกลามมักได้ทางออกที่ดีกว่าการไปกู้ใหม่มาโปะ
สรุปสั้น ๆ: สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ดีเมื่อรู้จำนวนเงินที่ต้องการ รู้กำหนดคืน และเลือกประเภทให้ตรงกับความสามารถในการผ่อนของตัวเอง ความต่างของดอกเบี้ยไม่กี่เปอร์เซ็นต์จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่เมื่อผ่อนหลายปี ก่อนตัดสินใจ ควรขอใบเสนอราคาจากอย่างน้อยสองแห่ง เปรียบเทียบต้นทุนรวม แล้วค่อยเลือก เริ่มจากการเช็กเครดิตของตัวเองวันนี้ จะช่วยให้การเจรจาและการเปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคลครั้งต่อไปง่ายขึ้นมาก