ทำไมคนไทยจำนวนมากต้องพึ่งสินเชื่อส่วนบุคคล
ระบบการเงินไทยพึ่งพาสินเชื่อรายย่อยมาหลายสิบปี แต่รูปแบบความต้องการเปลี่ยนไปชัดเจน สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกันกลายเป็นทางเลือกหลักของคนที่ต้องการเงินก้อนเล็กถึงกลาง เพื่อปิดหนี้บัตรเครดิต ซ่อมบ้าน หรือเติมทุนร้านค้า
กลุ่มที่มาใช้บริการบ่อยที่สุดมีอยู่สามแบบ วินมอเตอร์ไซค์และไรเดอร์ที่รายได้ไม่เท่ากันทุกเดือน พนักงานบริษัทที่อยากรวมหนี้หลายก้อนให้เหลือก้อนเดียว และเจ้าของร้านเล็กที่ต้องการเงินหมุนในช่วงขายไม่ดี แต่ละกลุ่มมีโจทย์ต่างกัน การยืมด้วยเงื่อนไขเดียวกันจึงมักจบไม่สวย
ปัญหาที่พบบ่อยคือการกู้เกินกำลังผ่อน หลายคนเห็นวงเงินที่อนุมัติแล้วคิดว่านั่นคือจำนวนที่ควรกู้ ทั้งที่ตัวเลขนั้นบอกแค่เพดาน ไม่ได้บอกว่ากระเป๋าเรารับไหวแค่ไหน อีกปัญหาคือการเทียบดอกเบี้ยแบบผิดวิธี เพราะสินเชื่อส่วนบุคคลคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ไม่เหมือนการคิดแบบคงที่ที่บางคนคุ้นเคย
ตัวเลขที่ควรรู้ก่อนเซ็นสัญญา
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลไว้ที่อัตราไม่เกิน 16.15% ต่อปีสำหรับสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันภายใต้การกำกับดูแล สถาบันการเงินแต่ละแห่งจึงคิดดอกเบี้ยต่างกันตามความเสี่ยงของผู้กู้และประวัติเครดิต
สถาบันการเงินของรัฐมักเป็นประตูแรกของคนที่ยังไม่มีประวัติสินเชื่อ ธนาคารออมสินมีสินเชื่อเพื่อผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง วงเงินสูงสุด 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.75% ต่อเดือน และผ่อนได้นานถึง 5 ปี ผู้กู้ต้องเป็นคนไทยอายุ 20–65 ปี ไม่ต้องใช้หลักประกัน ซึ่งเหมาะกับพ่อค้าแม่ค้าและผู้รับจ้างอิสระที่ไม่มีสลิปเงินเดือน
ฝั่งธนาคารพาณิชย์และสถาบันสินเชื่อรายย่อย วงเงินมักสูงกว่าแต่เงื่อนไขเข้มขึ้น ธนาคารไทยเครดิตและธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคลที่ให้วงเงินหลายเท่าของรายได้ ขึ้นอยู่กับอาชีพและประวัติการชำระหนี้ บางแห่งอนุมัติผ่านแอปโดยใช้เพียงบัตรประชาชน แต่ดอกเบี้ยจะสูงกว่าสินเชื่อที่มีเอกสารรายได้ครบ
| ประเภทแหล่งเงิน | ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ | วงเงินโดยประมาณ | อัตราดอกเบี้ย | เหมาะกับ | ข้อควรพิจารณา |
|---|
| ธนาคารรัฐ | สินเชื่อรายย่อยธนาคารออมสิน | สูงสุด 50,000 บาท | 0.75% ต่อเดือน (คงที่) | อาชีพอิสระ รายได้น้อย | วงเงินจำกัด ต้องผ่านเกณฑ์รายได้ |
| ธนาคารพาณิชย์ | สินเชื่อบุคคลทั่วไป | หลายเท่าของรายได้ | ประมาณ 10–16% ต่อปี | พนักงานประจำ มีสลิปเงินเดือน | เอกสารเยอะ ใช้เวลาอนุมัติ |
| สินเชื่อดิจิทัล | แอปสินเชื่อที่มีใบอนุญาต | 20,000–100,000 บาท | สูงกว่าธนาคาร | คนต้องการเงินเร็ว | ต้องตรวจใบอนุญาตก่อนใช้ |
| สหกรณ์ออมทรัพย์ | สินเชื่อสวัสดิการสมาชิก | ตามเงินเดือนและหุ้น | ต่ำกว่าตลาด | ข้าราชการ พนักงานรัฐ | ต้องเป็นสมาชิกมาก่อน |
ตัวเลขในตารางเป็นช่วงโดยประมาณ เงื่อนไขจริงขึ้นกับช่วงเวลาและนโยบายของแต่ละแห่ง ควรขอใบเสนอราคาที่ระบุอัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปี ค่าธรรมเนียม และยอดผ่อนต่อเดือนเป็นลายลักษณ์อักษร
เลือกแหล่งเงินให้ตรงกับอาชีพ
พนักงานประจำที่มีสลิปเงินเดือน
กลุ่มนี้ได้เปรียบเรื่องเอกสาร ธนาคารดูรายได้คงเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายเป็นหลัก หากมีหนี้บัตรเครดิตหลายใบ การรวมหนี้เป็นก้อนเดียวที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าอาจคุ้มกว่า แต่ต้องคำนวณยอดผ่อนใหม่ให้ไม่เกินหนึ่งในสามของรายได้สุทธิ
คุณนภัส พนักงานบริษัทในนิคมอุตสาหกรรมระยอง เล่าว่าเดิมจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตสามใบพร้อมกันทุกเดือนจนไม่เหลือเงินเก็บ เธอขอสินเชื่อรวมหนี้จากธนาคารที่ใช้เงินเดือนเข้า แล้วปิดบัตรทั้งสามใบ ตอนนี้เหลือผ่อนก้อนเดียวและตั้งงบใช้จ่ายรายสัปดาห์แทน
อาชีพอิสระและเจ้าของร้าน
ไม่มีสลิปเงินเดือนไม่ใช่กำแพงตายตัว ธนาคารรัฐและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดในบัญชีและความต่อเนื่องของอาชีพ ควรเก็บstatementหรือหลักฐานโอนเงินรายได้ไว้อย่างน้อย 6–12 เดือน เพราะใช้เป็นเอกสารยืนยันรายได้ได้
คุณสมชายขายอาหารตามสั่งในเชียงใหม่ เคยพลาดเพราะกู้จากแหล่งนอกระบบด้วยดอกเบี้ยรายวัน ต่อมาเข้าร่วมโครงการสินเชื่อรายย่อยของธนาคารรัฐด้วยวงเงิน 50,000 บาท ผ่อนเดือนละประมาณหนึ่งพันบาท ช่วยให้ร้านผ่านช่วงน้ำท่วมได้โดยไม่ต้องปิดร้าน
วัยเกษียณและผู้มีรายได้ประจำน้อย
ผู้สูงอายุมักถูกปฏิเสธเพราะอายุเกินเกณฑ์หรือไม่มีรายได้ประจำ สินเชื่อรายย่อยของรัฐเปิดให้ถึง 65 ปี ซึ่งเป็นช่องทางที่เหลืออยู่ไม่มาก ทางที่ดีคือชวนลูกหลานเป็นผู้กู้ร่วมหรือเลือกกู้ยอดเล็กที่ผ่อนได้สบายกว่า แม้จะต้องใช้เวลานานขึ้น
ขั้นตอนกู้ที่ไม่ควรข้าม
เริ่มจากคำนวณยอดผ่อนที่รับไหวจริง ไม่ใช่ยอดที่อยากได้ ใช้กฎง่าย ๆ คือภาระหนี้รวมทุกก้อนไม่ควรเกิน 30–40% ของรายได้สุทธิต่อเดือน ถ้ามีรายได้ไม่คงที่ ให้ใช้เดือนที่รายได้ต่ำที่สุดเป็นฐานคำนวณ
ขั้นต่อมาคือเทียบข้อเสนออย่างน้อยสองแห่ง โดยดูที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปี ไม่ใช่ดอกเบี้ยรายเดือน เพราะตัวเลขรายเดือนดูเล็กแต่เมื่อคูณสิบสองเดือนจะเห็นภาพจริง ถามให้ชัดว่ามีค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าประกัน หรือค่าปิดบัญชีก่อนกำหนดหรือไม่
ตรวจสอบว่าเจ้าหนี้มีใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงการคลัง หลีกเลี่ยงแหล่งเงินที่ให้โอนเงินก่อนแล้วหักค่าดำเนินการ หรือเรียกเก็บดอกเบี้ยเป็นรายวันในอัตราที่สูงเกินกฎหมาย
ก่อนเซ็นสัญญา อ่านตารางการผ่อนให้ครบ จำนวนงวดที่ต้องจ่ายและยอดรวมสุดท้ายควรตรงกับที่ตกลงทางวาจา เก็บสำเนาสัญญาไว้เสมอ และตั้งการแจ้งเตือนวันตัดบัญชีล่วงหน้าสองวัน เพื่อไม่ให้พลาดจนเกิดค่าปรับ
สำหรับคนที่กำลังมีหนี้หลายก้อน การขอคำปรึกษาที่ศูนย์ให้คำปรึกษาทางการเงินของธนาคารรัฐหรือสายด่วนของหน่วยงานกำกับดูแลเป็นทางเลือกที่ไม่มีค่าใช้จ่าย และช่วยให้เห็นทางออกก่อนตัดสินใจกู้เพิ่ม
การกู้เงินไม่ใช่เรื่องผิด หากจำนวนที่กู้สอดคล้องกับรายได้และมีแผนใช้คืนชัดเจน สินเชื่อส่วนบุคคลจะทำหน้าที่เป็นสะพานข้ามช่วงขาดสภาพคล่อง ไม่ใช่ทางออกถาวร ลองเขียนรายรับรายจ่ายลงกระดาษหนึ่งแผ่นก่อนยื่นเรื่อง ถ้าตัวเลขยังไม่พอดีกับยอดผ่อนที่คำนวณได้ การรออีกสองสามเดือนหรือลดวงเงินลงอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า